การสร้างวัฒนธรรมการโค้ชในองค์กร (Coaching Culture) มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคลากรภายในองค์กรได้อย่างไร ?

"คำถามที่รอคำตอบจากการพิสูจน์กันจริงๆ....เพราะการโค้ชไม่สามารถเข้าใจได้ ถ้ายังไม่ลงมือไปดำเนินการโค้ชอย่างจริงจัง"


การโค้ช (Coaching) สามารถเปลี่ยนแปลงผู้อื่น โดยทำให้เขายินดีเปลี่ยนแปลงตัวเองจริงเหรอ ?

"คำถามที่ค่อนข้าง ขัดกับความเชื่อของหลายๆคน ที่เคยช่วยเหลือผู้อื่นจากการแนะนำ ชี้แนะเพราะเข้าใจและสรุปไปว่า.....เขาต้องการความช่วยเหลือ และไม่มีวิธีการของตัวเองจริงต้องให้คำแนะนำ"

การโค้ช (Coaching ) จึง ดูเหมือนไม่เป็นธรรมชาติของการช่วยเหลือผู้อื่น.....ดังนั้นผู้ที่จะดำเนิน การโค้ชจึงขัดแย้งกับ หลักการ ทักษะ เทคนิคและแนวทางความคิดของการเป็นโค้ชที่สูงมาก.....การนำการโค้ชไปดำเนินการใช้ในองค์กร จึงต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

การโค้ช (Coaching) เป็นกระบวนการช่วยเหลือผู้อื่นอีกวิธีหนึ่ง ดังนั้นหากผู้ดำเนินการโค้ชไม่ได้ปฏิบัติตามกระบวนการ (Process) ที่ครบถ้วนและชัดเจน ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับที่ต้องการครับ.....ดังนั้น Mindset และความเชื่อของการเป็นโค้ชจึงมีความสำคัญมากเพราะมีผลกระทบกับกระบวนการโค้ชทันที หากไม่ได้ใช้กระบวนการที่ถูกต้อง

ผมเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนที่จะดำเนินการโค้ช.....เพราะถ้าผมยังเหมือน เดิม ก็จะไม่สามารถใช้กระบวนการโค้ช (Coaching Process) ได้อย่างถูกต้อง ผลลัพธ์ของการโค้ชจึงไม่ได้ตามที่ต้องการ พอผมพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ โดยการเปลี่ยนแปลงตัวเองทุกครั้งที่ไม่สามารถดำเนินการตามกระบวนการได้ ก็ทำให้การโค้ชของผมดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ

ผมเชื่อมั่นในกระบวนการโค้ช (Trust the Coaching Process) มากกว่าผลลัพธ์ระหว่างทางครับ เพราะผลลัพธ์ที่ดีควรต้องผ่านกระบวนการที่ดีครับ จึงจะออกมาดังที่ต้องการครับ.....เพราะการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องภายในของ โค้ชชี่ครับ ไม่ใช่สิ่งที่สามารถเห็นได้จากภายนอกครับ

 

[โดยอาจารย์ปกรณ์ วงศ์รัตนพิบูลย์]
วิทยากรฝึกอบรม-สัมมนา โดยใช้กระบวนการ Training and Group Coaching ในการดำเนินการสอน
--------------------------------------------------------------------------

รวมหลักสูตรอบรมในรูปแบบเทรนนิ่งแอนด์กรุ๊ปโค้ชชิ่ง
[Training and Group Coaching] คลิกเลย!!

การสร้างวัฒนธรรมองค์กร...ปัจจัยสำคัญเรื่องหนึ่งใน 3 เรื่องคือ... การมีผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent)

คุณสมบัติผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำทีมงานไปสู่การปฏิบัติ แล้วกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรนั้น มี 3 คุณสมบัติหลัก คือ

1. การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) :
การเดินทางสู่เป้าหมาย ต้องมีแผนงานและวิธีการที่เฉียบคม มีความหลากหลายและยืดหยุ่นกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน.....บางครั้งเป็นปัญหา อุปสรรคที่อาจไม่ได้คาดหวัง การคิดเชิงกลยุทธ์จะช่วยทำให้ก้าวข้าม ปัญหา อุปสรรค เหล่านั้นไปสู่เป้าหมายได้

2. ภาวะความเป็นผู้นำ (Leadership) :
การจูงใจให้ผู้อื่นเกิดการเปลี่ยนแปลง ผู้นำต้องใช้การมีอิทธิพลด้านดี (Influence) ไม่ใช่การบังคับ (command) ต้องเป็นที่เชื่อถือ ยอมรับ และไว้วางใจ ของผู้อื่น ....ดังนั้น ภาวะความเป็นผู้นำ จึงเป็นเรื่องสำคัญของผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่จะรณรงค์ให้ทีมงาน สร้างวัฒนธรรมขององค์กรได้พร้อมเพียงกัน


3. การสร้างการตระหนักรู้ด้วยตัวเอง (Coaching) :
การโค้ช (Coaching) เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ผู้อื่นตระหนักรู้กับการเปลี่ยนแปลงด้วยตัว เอง มองเห็นประโยชน์ กับสิ่งที่จะปฏิบัติด้วยแนวทางที่เหมาะสมของตัวเอง.....ทำให้เต็มใจที่จะ พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมตัวเอง เมื่อทุกคนทำพร้อมกัน ก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรในที่สุด

ตัวผู้บริหาร หรือ ผู้นำการสร้างวัฒนธรรมองค์กร เมื่อมีคุณสมบัติดังกล่าวแล้ว ย่อมทำให้ โครงการ “การสร้างวัฒนธรรมองค์กร” ประสบความสำเร็จได้แน่นอนเพราะจะได้รับความร่วมมือ จากบุคลากรทุกคน ด้วยความเต็มใจครับ

 

[โดยอาจารย์ปกรณ์ วงศ์รัตนพิบูลย์]
วิทยากรฝึกอบรม-สัมมนา โดยใช้กระบวนการ Training and Group Coaching ในการดำเนินการสอน
--------------------------------------------------------------------------

รวมหลักสูตรอบรมในรูปแบบเทรนนิ่งแอนด์กรุ๊ปโค้ชชิ่ง
[Training and Group Coaching] คลิกเลย!!

การสร้างค่านิยมในองค์กร (Core Valve) เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติตัวของบุคลากร เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรในที่สุด

การสร้างเส้นทางที่มีความชัดเจนจะทำให้ “การสร้างค่านิยมในองค์กร” ได้รับการตอบรับและปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่องจนเป็นธรรมชาติ

วันนี้ขออนุญาตแลกเปลี่ยนแนวความคิดในการสร้างเส้นทางการสร้างค่านิยมในองค์กรดังนี้

กำหนดค่านิยม : ค่านิยมองค์กรที่ดี ต้องมีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ (Vision) และพันธกิจ (Mission) ขององค์กร ....เพราะการปฏิบัติตัวของบุคลากร ก็คือ พันธกิจเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กรนั้นเอง

ประกาศค่านิยม : การให้ความหมายกับค่านิยมให้ชัดเจน เพื่อความเข้าใจตรงกันและผู้บริหารให้ความสำคัญ จะทำให้ค่านิยมเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต้องปฏิบัติ

รณรงค์ค่านิยม : เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อค่านิยมขององค์กร เป็นการเชิญชวนให้ปฏิบัติให้เกิด ประโยชน์ต่อตัวเอง ทีมงานและองค์กร ไม่ใช่การบังคับ

ปฏิบัติตัวตามค่านิยม : การทำงานที่สอดคล้องกับค่านิยม จะทำให้เกิดความสุขและผลการปฏิบัติงานก็จะออกมาดี ....เท่ากับค่านิยมมาส่งเสริมให้การทำงานมีประสิทธิผลมากขึ้น

ค่านิยมอยู่ในจิตใจ : การปฏิบัติตัวตามค่านิยม ต้องเป็นธรรมชาติ ไม่รู้สึกว่าต้องปฏิบัติแต่ยินดีปฏิบัติ.... เพราะทำให้เกิดความภูมิใจ พอใจและมีความสุขด้วยตัวเอง

เสริมสร้างค่านิยม : ค่านิยมควรได้รับการพูดถึง กล่าวถึง และนำมาทบทวนการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง.....ให้เกิดพลังในการปฏิบัติต่อๆไป จนเป็นวัฒนธรรมองค์กร

การสร้างค่านิยมในองค์กร ที่มีเส้นทางชัดเจน เป็นการนำสิ่งที่ไม่คุ้นเคยในเบื้องต้น ทำให้พนักงาน มองเห็นประโยชน์และความสำคัญในการนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จตามวิสัยทัศน์ และมีความสุขกับการปฏิบัติตัวของบุคลากรในองค์กรนั้นๆ เพื่อให้เกิดความสุขกับองค์และปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิผล

เรามาลองสร้างเส้นทางการสร้างค่านิยมในองค์กรกันเถอะครับ

 

[โดยอาจารย์ปกรณ์ วงศ์รัตนพิบูลย์]
วิทยากรฝึกอบรม-สัมมนา โดยใช้กระบวนการ Training and Group Coaching ในการดำเนินการสอน
--------------------------------------------------------------------------

รวมหลักสูตรอบรมในรูปแบบเทรนนิ่งแอนด์กรุ๊ปโค้ชชิ่ง
[Training and Group Coaching] คลิกเลย!!

 

edit @ 21 Aug 2015 14:12:18 by entraining

การสร้างวัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) เป็น เป้าหมายที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง.....ที่ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต่างๆ ต้องการให้บุคลากรมีจิตใจและแนวทางปฏิบัติ ในเรื่องนั้นๆ อย่างเป็นธรรมชาติ

ปัจจัยที่สำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้บรรลุเป้าหมายผลสำเร็จ....สามารถ แบ่งเป็นเรื่องใหญ่ๆ อยู่ 3 เรื่องคือ

1. การให้พนักงานปฏิบัติตามค่านิยมขององค์กร (Core Valve) :
การจะสร้างวัฒนธรรมองค์กรในเรื่องอะไรนั้น ต้องกำหนดเรื่องนั้นๆให้เป็นค่านิยมขององค์กร แล้วรณรงค์ให้บุคลากรในองค์กรปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในการทำงานและการดำเนิน ชีวิตที่อยู่ในองค์กร เพื่อหล่อหลอมให้เกิดการปฏิบัติที่เหมือนกัน เป็นพวกเดียวกัน

2. การสร้างความเชื่อที่อยู่ในจิตใจ ของพนักงาน (Employee Mindset) :
วัฒนธรรมที่ดีเกิดขึ้นจาก ความรู้สึกที่ดีๆกับเรื่องนั้นๆ เกิดขึ้นจากข้างในของบุคลากร ปฏิบัติโดยไม่ต้องบังคับ เพราะมองเห็นประโยชน์กับเรื่องนั้นๆอย่างจริงใจ เป็นความเชื่อภายในจิตใจ .....ไม่สามารถอธิบายได้ว่า ปฏิบัติไปเพราะเหตุใด แต่มีจิตใจที่อยากปฏิบัติเรื่องนั้นๆ ทำแล้วเกิดความสุขภายใน

3. การสร้างทีมที่กระตุ้นการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) :
หัวใจสำคัญของการสร้างวัฒนธรรม คือ ความต่อเนื่องในการปฏิบัติและ ความยาก คือ การเปลี่ยนแปลงในช่วงแรกๆ ขององค์กร ดังนั้นกลุ่มบุคคลที่จะนำการเปลี่ยนแปลงแล้วจูงใจให้ผู้อื่นเปลี่ยนแปลงตาม จึงนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ทีมนำการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนั้นๆ ต้องได้รับการคัดเลือกเป็นอย่างดี เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนั้นๆ

หากองค์กรใด สามารถดำเนินการผ่านปัจจัยสำคัญ 3 เรื่องดังกล่าวแล้ว เรื่องนั้นๆก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์กรในที่สุด วัฒนธรรมองค์กร...สร้างไม่ยาก หากมีความตั้งใจที่จะดำเนินการอย่างจริงจังครับ

 

[โดยอาจารย์ปกรณ์ วงศ์รัตนพิบูลย์]
วิทยากรฝึกอบรม-สัมมนา โดยใช้กระบวนการ Training and Group Coaching ในการดำเนินการสอน
--------------------------------------------------------------------------

รวมหลักสูตรอบรมในรูปแบบเทรนนิ่งแอนด์กรุ๊ปโค้ชชิ่ง
[Training and Group Coaching] คลิกเลย!!

edit @ 11 Aug 2015 15:26:51 by entraining

edit @ 11 Aug 2015 15:52:28 by entraining

edit @ 11 Aug 2015 15:54:45 by entraining

 

“เคยถามตนเองกันบ้างไหมครับว่า จริงๆแล้ว ตัวของเราเองนั้น มีขีดจำกัดและความสามารถกันแค่ไหน”


ปกติ แล้ว คนเราจะใช้ความสามารถกันจริงๆอยู่ประมาณเพียงยี่สิบถึงสี่สิบเปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง หรือบางคนอาจจะน้อยกว่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์ซะอีก แล้วที่เหลืออีกกว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์หละ..หายไปไหน จริงๆแล้วมันไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ เพียงแต่ความสามารถที่เหลือของเรานั้นได้ไปพักหลบอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง สถานที่นี้แหละครับที่ความสามารถของเราที่เหลือทั้งหมดได้ไปฝังตัวรออยู่ อย่างเงียบสงบ สถานที่ที่ว่านี้ก็คือ “ความคิด” ของเรานั่นเอง และความคิดของเราก็ได้บรรจุ “เงื่อนไขต่างๆ” ไว้อย่างมากมาย

ความคิดของเรานี่แหละที่เป็นตัวกักเก็บขีดความสามารถที่เหลือของเราทั้งหมด ไว้ และปิดผนึกด้วยคำจารึกที่ตัวเราเองมักชอบพูดเสมอว่า “เราทำได้เท่านี้แหละสุดๆแล้ว เราทำดีที่สุดแล้ว เราคงทำไม่ได้เท่าเขาหรอก นี่เราก็ทำดีที่สุดแล้วนะ ไครทำได้ดีกว่าก็ทำไปสิ อย่างนี้มันเกินความสามารถของเราแน่นอน แบบนี้ไม่เคยทำมาก่อนเลย..คงไม่สามารถทำได้แน่ ฯลฯ”

คนส่วนใหญ่เลยเชียวที่คิดว่าตนเองมีขีดจำกัดและความสามารถเพียงเท่าที่ตนเอง เห็นอยู่ในแต่ละวัน คงไม่สามารถเพิ่มระดับขีดความสามารถของตนเองให้สูงขึ้นไปกว่านี้ได้อีก เมื่อนานมาแล้ว ผมเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่คิดเช่นนี้ และแน่นอน ตอนนั้นผมคิดว่าตนเองเก่งมีความสามารถมากที่สุดแล้ว แต่หลายๆเหตุการณ์ก็ทำให้ผมได้พบความจริงว่า จริงๆแล้วผมไม่ได้เก่งมีความสามารถซักเท่าไหร่เลย และเหตุการณ์มากมายก็ผลักดัน รวมไปถึงความคิดของผมว่า “ผมสามารถทำสิ่งที่ผมไม่เคยทำมาก่อนเหล่านั้นได้” หลายสิ่งที่ผมได้ทำ ไม่แม้แต่จะมองเห็นถึงความสำเร็จในอนาคต แต่เพราะความคิดที่เปลี่ยนไปว่าผมเองนั้นก็ทำได้ และทำออกมาได้ดีอย่างมากด้วยกับสิ่งที่ผมเองก็ไม่เคยทำสิ่งนั้นมาก่อน หลายๆงานในวันนี้ที่ผมทำอยู่ มาวันนี้ผมยังนึกอัศจรรย์ใจอยู่เลยว่า ผมทำงานเหล่านั้นได้อย่างไร หากเล่าให้ใครฟังตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงท้ายเรื่อง เป็นต้องทึ่งว่าเหมือนดูหนังคนละม้วน แต่คนแสดงเป็นคนเดียวกัน

 

 

ปัจจุบัน ผมได้ฉีกความสามารถของตนเองออกไปจากจุดเดิมที่เคยเป็นไปมาก มากซะจนมองไม่เห็นจุดเดิมที่เคยยืนอยู่ นั่นหมายความว่า ผมได้ยกระดับขีดความสามารถของตนเองขึ้นไปอย่างมาก ด้วยการทลายกำแพงความคิดของตนเองที่คอยกักเก็บความสามารถที่เหลือของผม ในทุกวันนี้ความคิดของผมมันไร้ขีดจำกัด ผมเลิกพูดคำว่า “ไม่ได้” ไปนานมากแล้ว แล้วคุณหละครับ ?

หากผมให้คุณเดินขึ้นบันไดไปที่ชั้นสามสิบแทนการขึ้นลิฟท์ คนส่วนใหญ่จะรีบส่ายหน้าทันที แล้วก็ไปขึ้นลิฟท์ดีกว่า ทำไมต้องเหนื่อยด้วย เห็นไหมครับว่าความคิดของคุณได้หยุดความท้าทายที่ผมได้มอบให้คุณไปแล้ว และ คุณเองก็มีเรื่องในหัวมากมายให้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ สุดท้ายคุณก็ไปขึ้นลิฟท์เหมือนเช่นที่ผ่านมาทุกวัน ที่สำคัญ เงื่อนไขในความคิดของคุณยังผูกอยู่เหนียวแน่น

ถ้างั้น เราลองมาเดินขึ้นบันไดไปที่ชั้นสามสิบกันดู มีกฏอยู่ว่า ห้ามหยุดเดินจนกว่าจะถึงชั้นที่สามสิบ ย้ำว่า..ห้ามหยุดเดินจนกว่าจะถึงชั้นที่สามสิบ หากคุณมีอาการลังเลคิดว่าตนเองจะได้ทำได้รึไม่ และความคิดอื่นๆที่ประดังถาโถมเข้ามา มีเงื่อนไขของตนเองอีกนับไม่ถ้วนต่อท้ายขบวนความคิด ผมขอบอกไว้เลยว่า ความคิดของคุณเริ่มทำงานกักเก็บขีดความสามารถที่เหลือของคุณแล้ว เพราะฉะนั้น ทางเดียวที่จะทำให้คุณก้าวเดินขึ้นบันไดไปอย่างไม่หยุดยั้งได้ก็คือ ทลายกำแพงความคิดเดิมๆนั่นซะ เมื่อความคิดเดิมบอกว่าคุณทำไม่ได้ เพราะ... นั่นแหละที่ความคิดใหม่ของคุณจะต้องบอกว่า “คุณทำได้อย่างแน่นอน ไม่มีแต่... ไม่มีเพราะ... และทำได้แบบสบายๆด้วย” เรื่องนี้ไม่ยากเกินความสามารถของคุณหรอกครับ ยังไงซะ การเพิ่มก็ย่อมดีกว่าการลด โดยเฉพาะขีดความสามารถของตัวคุณเอง

 

คนส่วนใหญ่มักมีเงื่อนไขอยู่ในความคิดมากจนไม่สามารถฉีกความสามารถของตนเองออกมาได้
ทลายความคิดเดิมๆซะ แล้วความคิดที่ไร้ขอบเขต จะทำให้คุณมีขีดความสามารถที่ไร้ขีดจำกัด
และคุณจะค้นพบว่า เงื่อนไขต่างๆมากมายที่คุณเคยคิดไว้นั้น
จริงๆแล้วมันเป็นแค่กรอบกำแพงที่คอยกักเก็บความสามารถต่างๆของคุณไว้ ก็เท่านั้นเอง


ใน ตอนหน้าผมจะชวนคุณร่วมเดินทางกันต่อไปกับเรื่องของ “คนทำดีเราไม่จำ คนทำไม่ดีเรากลับจำขึ้นใจ” ผมเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นกันทุกคน เรื่องที่ควรจำกลับไม่จำ เรื่องที่ไม่ควรจำกลับจำขึ้นใจ นานนับสิบปีก็ยังจำแม่นกับเรื่องที่ไม่ควรจะจำเลย เพราะอะไรคนเราจึงเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้ย่อมมีคำตอบ ดังนั้น เรามาพบกันต่อในตอนที่ 19 ครับ


ที่มา www.entraining.net 
 

“เวลา ที่เรายังมีงานทำอยู่ น้อยคนที่จะมองเห็นงานที่ตนเองกำลังทำ หากเราไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับงานที่ทำมากพอ เราจะขาดสัมพันธ์ที่ควรจะต้องมีกับงาน ปัญหาต่างๆมากมายจึงเกิดตามมาหลังจากนั้น”


เป็น เรื่องที่น่าแปลกใจว่า “เราทำงานเพื่อเงิน หรือเราทำงานเพื่องานที่เรารักที่เราชอบ” ในทางอุดมคติแล้ว ทุกท่านก็คงอยากจะทำงานที่ตนเองรักและได้เงินดี แต่ในความเป็นจริงผมเชื่อว่าทุกท่านทราบดี มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ส่วนใหญ่แล้ว ต้องบอกว่าส่วนใหญ่ครับ งานที่ตนเองรักมักจะเงินไม่ค่อยดี งานที่เงินดีมักจะเป็นงานที่ตนเองไม่ค่อยจะรัก โลกของความเป็นจริงมันมักจะเดินสวนทางกับสิ่งที่เราต้องการเสมอ

สำหรับคนส่วนใหญ่นั้น “เวลาที่เรายังไม่มีงานทำ..เราจะเลือกงานมาก่อนและเงินตามมาทีหลัง เวลาที่เรามีงานทำ..เมื่อทำผ่านไปซักระยะ..เราจะเลือกเงินมาก่อนและงานตามมา ทีหลัง มันเป็นพื้นฐานโดยทั่วไปของความคิดคนเรา” เราๆท่านๆเป็นเช่นนี้กันไหม ยังไม่ต้องรีบตอบครับ ค่อยๆคิด ค่อยๆพิจารณาตนเอง และผมเชื่อว่าเหตุผลร้อยแปดกำลังทยอยตามมาอีกนับไม่ถ้วน ดังนั้น ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ อยู่ตรงที่ความไม่ Matching กับความต้องการของเรา ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัญหาต่างๆจึงเริ่มเกิดขึ้นตามมาได้อย่างง่ายดาย งานนี้ชอบแต่เงินไม่ดี..ก็ไม่ทำ..ถึงทำ..ก็ทำได้ไม่นาน..เพราะเงินไม่ดี งานนี้เงินดีแต่ไม่ชอบงาน..ก็ไม่ทำ..ถึงทำก็ทำได้ไม่นาน..เพราะไม่ชอบงาน ปัจจัยอื่นก็มีผลนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหัวหน้างาน ลูกน้อง องค์กร ลูกค้า ส่วนตัว ฯลฯ แต่เหล่านี้ก็เป็นปัจจัยที่ต้องพบเจอกันอยู่แล้ว และผมยังมองว่ามันเป็นปัจจัยรองมากๆเมื่อเทียบกับปัจจัยหลักที่เป็นเรื่อง ของ “เนื้องานและก้อนเงิน” ซึ่งเราๆท่านๆก็คงจะหลีกหนีข้อเท็จจริงนี้ไปไม่พ้น

เช่นนั้นแล้ว ก่อนที่เราจะเลือกงานซักงานหนึ่ง ผมอยากจะให้พิจารณาไตร่ตรองในระยะยาวให้ดีก่อนว่า เราต้องการงานนั้นๆที่ฝั่งไหน ฝั่งของเนื้องานที่เราชอบจริงๆ หรือฝั่งของตัวเงินที่เราต้องการ (หากว่าได้ทั้งสองฝั่งอย่างที่วาดฝันไว้ ก็ถือเป็นเรื่องที่โชคดีอย่างมาก)

หากเราเลือกฝั่งของตัวเงิน เมื่อวันหนึ่งวันใดที่เราไม่ได้เงินตามที่ต้องการ เช่น เงินไม่เพิ่มขึ้นอย่างที่วาดหวังไว้ เงินลดลงด้วยเหตุปัจจัยอื่นๆ ..เราจะยังทำงานนั้นๆอยู่ต่อไปรึไม่ รึว่าจะเปลี่ยนงานไปทำอย่างอื่นที่ได้เงินดีกว่า ในระยะยาวเราจะยังสานต่องานนั้นๆไหม การพัฒนาในเนื้องานของเรายังจะมีต่อไปรึไม่ นี่คือสิ่งที่ท่านต้องตอบตนเองให้ได้ก่อน

 

 

หาก เราเลือกฝั่งของเนื้องาน เมื่อวันหนึ่งวันใดที่เกิดปัจจัยต่างๆมากระทบ ..เราจะยังเลือกทำงานนั้นๆอยู่ต่อไปรึไม่ รึว่าเราจะเปลี่ยนไปทำงานอื่น แต่ก็ยังเป็นเนื้องานแบบเดิมที่เคยทำ อีกทั้งในระยะยาวงานนั้นจะพัฒนาเราไปได้ไกลอย่างที่เราต้องการไหม นี่คือสิ่งที่ท่านต้องตอบตนเองให้ได้อีกเช่นกัน

เมื่อสมัยก่อน ผมเคยเลือกตัวเงินเป็นหลักและตัวงานเป็นรอง มาถึงวันนี้ ผมเลือกเนื้องานเป็นหลักและตัวเงินเป็นรอง ไม่ต้องกลัวว่าหากเราเลือกทำงานที่ได้เงินน้อยแล้ว เราก็จะมีฐานะทางการเงินไม่ดี ผมขอยืนยันเลยครับ เมื่อเราๆท่านๆได้ทำงานที่ตนเองรักและชอบ เราจะทำงานนั้นได้ดีอย่างมาก เราจะทำงานนั้นได้อย่างอดทนต่อวิกฤตมากมายที่มีเกิดขึ้นอยู่ตลอด เราจะมีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆและมีทัศนคติที่ดี รวมไปถึงวิสัยทัศน์ในระยะยาวต่อเนื้องานที่ทำ เราจะทำงานโดยไม่อ่อนไหวไปกับสถานการณ์รอบๆตัวเรา แล้วตัวเงินมันจะตามมาเอง และจะมากขึ้นเรื่อยๆโดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว

ถึงตอนนี้แล้ว ลองถามตนเองดูสิครับว่า ชีวิตการทำงานของเราตอนนี้มันอ่อนไหวไปตามอะไร ไปตามตัวเงิน หรือไปตามเนื้องาน

เมื่อเรามองตามตัวเงิน เราจะอ่อนไหวขาดแรงพลักดันกับการทำงานในระยะยาว หากมีตัวเงินเป็นที่ตั้ง เนื้องานจะเป็นรองไปโดยปริยาย
เมื่อเรามองตามเนื้องาน เราจะมีแรงผลักดันจากภายในให้กับการทำงานในระยะยาว หากมีเนื้องานเป็นที่ตั้ง ตัวเงินจะเป็นรองไปโดยปริยาย


ในระยะยาว
เงินมิอาจที่จะสร้างงานได้อย่างต่อเนื่อง
แต่งานจะเป็นตัวที่จะสร้างเงินได้อย่างต่อเนื่องและมากขึ้นได้อย่างยั่งยืน


ในตอนหน้าผมจะชวนคุณร่วมเดินทางกันต่อไปกับเรื่องของ “ขีดจำกัดและความสามารถของคนเรา” ทุก คนมีขีดความสามารถที่ไม่เท่ากัน มีศักยภาพที่ไม่เท่ากัน มีความคิดที่ต่างกัน มีแรงผลักดันที่ต่างแหล่งที่มา แล้วเราจะรู้ได้เช่นไรว่าเรามีขีดความสามารถแค่ไหน เราจะก้าวข้ามผ่านขีดความสามารถเดิมที่มีได้อย่างไร ดังนั้น เรามาพบกันต่อในตอนที่ 18 ครับ

 

ที่มา www.entraining.net 

ในโลกของการแข่งขันทางธุรกิจ การ ให้ความสำคัญกับผู้บริโภคเป็นจุดยุทธ์ศาสตร์ในการบ่งบอกถึงความสำเร็จถึง เป้าหมายเนื่องจากผู้บริโภคมีทางเลือกหลายทางในการตัดสินใจการเลือกใช้เลือก ซื้อ ดังนั้นการที่จะทำให้องค์การประสบความสำเร็จ ต้องมีนวัตกรรมใหม่ๆสร้างความแตกต่างในตัวสินค้าและการบริการ เพื่อนำมาใช้เพื่อความสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยการนำเสนอ นวัตกรรมการตลาดเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่ในตลาดไม่เคยมีคู่แข่งขันทำมาก่อน

นอกจากนั้นแล้ว การให้ความสำคัญกับนวัตกรรมการตลาดสำหรับคนยุคใหม่คือ การให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงานขาย และ การตัดสินใจของลูกค้า ซึ่งจะทำให้สินค้าและบริการจะได้รับความสนใจจากลูกค้ามากขึ้น ด้วยการนำเสนอแนวคิด ดังนี้
 
 
1. การสื่อสารกับลูกค้า สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการสื่อสารกับลูกค้า คือการโฆษณา และประชาสัมพันธ์ เป็นเครื่องมือการสื่อสารกับลูกค้าที่มีประสิทธิภาพที่สุด  นักการตลาดต้องทำการบ้านค้นหารูปแบบของการสื่อสารในรูปแบบในเหมาะสมกับ องค์กรและเหมาะสมกับสินค้า  และต้องตรงกับเป้าหมายในนำเสนอ ที่สำคัญต้องมีการประเมินผลการสื่อสารทุกครั้ง เพื่อนักการตลาดพัฒนารูปแบบการสื่อสารให้เข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้ อย่างแม่นยำและต่อเนื่อง
 
2. การเจาะตลาดลูกค้าออนไลน์เป็นจุดเด่นของการสื่อสารธุรกรรมของสินค้าและ บริการทางออนไลน์ คือสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทั่วโลก ไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานจำนวนมาก สามารถขายสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงแต่สิ่งหนึ่งที่นักการตลาดต้องให้ความสำคัญ คือ การทำให้ลูกค้ารู้จักเว็บไซด์ของตน หากทำให้ลูกค้ารู้จักอย่างกว้างขวาง ย่อมเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจช่องทางนี้ได้
 
3. กิจกรรมส่งเสริมการขายเป็นการทำกิจกรรมการตลาดเชิงรุก เพื่อต้องการให้ลูกค้ารับรู้ และช่วยเร่งเร้าให้ลูกค้าตัดสินใจเร็วขึ้น การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในยุคนี้ ต้องคิดหนักครับ ลงเม็ดเงินมากน้อยเท่าใดจึงคุ้มค่า หาpresenter ที่เป็นแม่เหล็กเพื่อให้สร้างความสนใจแก่ลูกค้า การสร้างกิจกรรมการขายแบบไม่ลงทุน อาจไม่ได้ผลในยุคนี้ครับ  เช่น การเปิดตัวสินค้าใหม่ของน้ำชา อิชิตัน ต้องใช้ พี่โน้ต อุดมแต้พานิช เป็นpresenter ตามติดด้วย เปิดฝา ส่ง smsลุ้นโชค เป็นการส่งเสริมการขายลงทุนแบบนี้ได้ต่อเนื่องกินยาวละครับ
 
4. กลยุทธ์ในการสร้างความพึงพอใจ การทำธุรกิจต้องมีกระบวนการสร้างความพึงพอใจให้กับลุกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การบริการก่อนการขาย การบริการระหว่างการขาย และการบริการหลังการขาย จำเป็นต้องสร้างความแตกต่าง จากคู่แข่งขัน และต้องดีกว่าคู่แข่งขัน เนื่องจากการแข่งขันยุคใหม่ข้อมูลข่าวสารมีความรวดเร็วในการรับรู้ การที่องค์การมีภาพลักษณ์ที่ดี หรือภาพลักษณ์แย่ การสื่อสารใช้เวลาอย่างรวดเร็ว ดังนั้น องค์กรจำเป็นต้องเน้นการสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า
 
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือรักษาคุณภาพสินค้าและการพัฒนาสินค้าให้ลูกค้ามีความ พึงพอใจอย่างต่อเนื่อง น่าจะมีโอกาสในการขาย และสามารถแข่งขันในตลาดได้ เนื่องจากพฤติกรรมของลูกค้ายังคงเน้นเรื่องคุณภาพของสินค้าอยู่เช่นกัน
 
เหตุการณ์ : 
ลูกน้องไม่ค่อยทำงาน ขาดความกระตือรือร้น ไม่ชอบค้นคว้า หาความรู้ใหม่ๆ คอยแต่ขอให้ช่วยเหลืออยู่เรื่อย มอบหมายงานก็ทำไม่ค่อยสำเร็จ ขอโน่น ขอนี่ อยุ่เป็นประจำ กว่าที่จะเริ่มทำงานได้ ชอบหาว่าเราไม่ค่อยมีภาวะผู้นำ เวลาสั่งสอนก็ไม่ค่อยฟัง เวลาไม่สอนก็หาว่าไม่ค่อยดูแล เอาใจใส่ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่
 
ความรู้สึกทั่วๆไป :  
อบรม สัมมนา ทำไมลูกน้องเรื่องมากขนาดนี้
อบรม สัมมนา ไม่รู้ว่าชอบให้สั่ง หรือ อยากให้ปล่อยให้คิดเองกันแน่
อบรม สัมมนา เราทำตัวไม่ถูกใจซักที แล้วแต่จะคิดแล้วกัน
อบรม สัมมนา ทำไมสอนเท่าไร ก็ทำไม่ได้ เอาไงดี ไม่อยากเป็นผู้นำแล้ว เรื่องมากจริงๆ
 
เทคนิคเอาชนะหลุมพราง : ปรับแนวความคิดของตัวเองใหม่
 
การสร้างภาวะผู้นำในตัวหัวหน้างาน เพื่อทำให้ลูกน้องยอมรับนั้นต้องค่อยเป็นค่อยไป เป็นการสะสม การรู้สึกหงุดหงิดกับลูกน้อง เนื่องจากลูกน้องไม่ได้ดั่งใจที่เราต้องการ ไม่เป็นประโยชน์กับตัวเราเลย การใช้คำถามว่า “ทำไมลูกน้องจึงเรื่องมาก?” ไม่ใช่คำถามที่ดีนัก เราควรใช้คำถามใหม่ คือ “ทำอย่างไรให้ลูกน้องทำตาม?” จะเสริมสร้างพลังในตัวมากกว่า
 
อบรม สัมมนา
 
การที่ลูกน้องเรียกร้องเรื่องต่างๆ นั้นเป็นเพราะเขารู้สึกว่าเราไม่ค่อยเอาใจใส่ดูแลเขาเท่าที่ควร ถึงแม้ว่าเราจะทำครบถ้วนก็ตาม ดังนั้น เราจึงต้องถามตัวเองว่า “เขาต้องการการยอมรับจากเราเรื่องอะไร?” ก็จะทำให้เราสังเกตเห็นความต้องการของเขาได้ อย่ารำคาญเขาเลยครับ

การเป็นผู้นำคนอื่นนั้นเหนื่อยและลำบากในช่วงแรก แต่ถ้าใครเห็นประโยชน์ของความเป็นผู้นำแล้ว และพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ก็จะมีความสุขกับสภาวะที่เป็นอยู่มากขึ้น ดังนั้นควรถามว่า “การเป็นผู้นำให้ประโยชน์อะไรกับเรา?”
 
[โดยอาจารย์ปกรณ์ วงศ์รัคนพิบูลย์]
วิทยากรฝึกอบรม-สัมมนา โดยใช้กระบวนการ Training and Group Coaching ในการดำเนินการสอน
--------------------------------------------------------------------------
 
เหตุการณ์ : 
หัวหน้าชอบให้งานใหม่ๆ แล้วบอกให้ไปลองทำดู โดยไม่ได้สอนอะไรเลย เราต้องค้นคว้าเองหมด คำสั่งสั้นๆ แต่ต้องการผลลัพธ์ที่ดี และต้องครบถ้วน ถามมากก็ไม่ได้บอกให้เราไปคิดเอง ไม่ได้สอนงานเราแล้วจะให้เราทำได้อย่างไร ดีนะที่เราเป็นคนใจสู้ งานยากแค่ไหนก็จะทำให้ได้ ไม่งั้นก็คงทำไม่ได้แน่เลย
 
ความรู้สึกทั่วๆไป :  
อบรม สัมมนา สั่งอย่างเดียวไม่บอกอะไรเลย ใครจะไปทำได้
อบรม สัมมนา บอกให้ไปคิดเอง น่าจะแนะนำบ้าง เราจะได้ไม่เสียเวลา
อบรม สัมมนา แทนที่จะทำให้งานง่ายๆ เสร็จเร็วๆ ชอบทำให้เป็นเรื่องยาก
อบรม สัมมนา ถ้าไม่สอน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร
 
เทคนิคเอาชนะหลุมพราง : ปรับแนวความคิดของตัวเองใหม่
 
การที่หัวหน้าให้งานเราแล้ว ไม่ค่อยบอกอะไรกับเรา แสดงว่าเขามั่นใจในความสามารถของเรา ที่จะทำงานนี้ให้สำเร็จได้ด้วยตัวเอง เพราะเขาตั้งใจที่จะฝึกฝนเราให้มีความสามารถครบถ้วนทั้งเรื่องความคิด, การลงมือทำ และการตัดสินใจ เราควรปรับความคิดของเราใหม่ว่านี่เป็นโอกาสที่ได้ฝึกฝนตัวเอง โดยที่หัวหน้ามีเจตนาที่ดีต่อเราไม่ควรไปคิดในแง่ลบกับการกระทำของหัวหน้า เลย เพราะเราจะไม่สบายใจ แล้วก็ไม่พยายามลองทำดู สุดท้ายเรานั่นแหละที่ไม่เติบโต หรือไม่พัฒนาตัวเอง
 
อบรม สัมมนา
 
หัวหน้าอาจทำตัวเองเหมือนเป็นโค้ช คือ การดึงศักยภาพของเราออกมาด้วยตัวของเราเอง โดยให้เราแสดงฝีมือเต็มที่ เพราะหากต้องการจะเลื่อนตำแหน่ง ของเราคงต้องให้เราได้เป็นผู้แสดง ฝีมือด้วยตัวของเราเอง โดยงานของเรา ถ้าไม่เสร็จก็ต้องอยู่ในความรับผิดชอบของหัวหน้าอยู่ดี แต่ถ้าเสร็จก็จะเป็นผลงานของเราล้วนๆ การลงมือทำด้วยตัวเอง โดยที่หัวหน้าไม่ต้องคอยบอกในรายละเอียด เท่ากับเปิดโอกาสให้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่
 
[โดยอาจารย์ปกรณ์ วงศ์รัคนพิบูลย์]
วิทยากรฝึกอบรม-สัมมนา โดยใช้กระบวนการ Training and Group Coaching ในการดำเนินการสอน
--------------------------------------------------------------------------
 
เหตุการณ์ : 
การ ทำงานในสิ่งที่ไม่ค่อยแน่ใจ จะทำให้เราเกิดความรู้สึกกลัว เช่น ความล้มเหลว, กลัวถูกปฏิเสธ, กลัวหน้าแตก เป็นต้น ทำให้มีแนวโน้มว่าเราจะเลิกทำสิ่งนั้น เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเราไม่อยากที่จะเจอ หลายคนจึงไม่ยอมปรับเปลี่ยนตัวเองเพราะกลัวว่าจะล้มเหลว หลายคนทำไม่เสร็จตามกำหนดเพราะไม่ลงมือทำซักที เพราะเกรงว่าจะล้มเหลว
 
ความรู้สึกทั่วๆไป :  
อบรม สัมมนา ไม่อยากทำเลย กลัวล้มเหลว
อบรม สัมมนา ถูกปฏิเสธแน่อย่าเสนอดีกว่า
อบรม สัมมนา กลัวหน้าแตก ไว้คราวหน้าแล้วกัน
อบรม สัมมนา ล้มเหลวแน่ๆ เรามือไม่ถึงขั้นหรอก
อบรม สัมมนา ถ้าล้มเหลว ผมตายแน่ อย่าทำดีกว่
 
เทคนิคเอาชนะหลุมพราง : ปรับนิยามใหม่ให้เป็นเชิงบวก
 
ความล้มเหลวกับการถูกปฏิเสธเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากเจอ จึงเป็นกังวล และไม่ลงมือทำ เพื่อหลีกเลี่ยงความกลัวสิ่งเหล่านี้ จึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะจะทำเฉพาะเรื่องที่แน่นอน ซึ่งจริงๆ แล้วคำโบราณกล่าวไว้ว่า “ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน” ดังนั้นเราจึงต้องปรับนิยามผลลัพธ์จากการกระทำใหม่ดังนี้
 
การลงมือทำ = ความสำเร็จ และ ประสบการณ์
 
การ ลงมือทำทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนเกิดเหตุการณ์ 2 อย่าง คือ ความสำเร็จ และประสบการณ์ (สิ่งที่ได้เรียนรู้) ซึ่งมีประโยชน์ทั้งคู่ ทำให้จูงใจให้เราลงมือทำมากขึ้น เนื่องจาก ไม่มีคำว่า “ล้มเหลว และการถูกปฏิเสธ” อีกแล้วหากเราต้องการประสบความสำเร็จให้สูงขึ้น ก็ต้องกระตุ้นตัวเองให้ทำในสิ่งที่กลัวมากขึ้น โดยการลงมือทำทันที เพราะอย่างน้อยเราก็ได้ ประสบการณ์

 
 
[โดยอาจารย์ปกรณ์ วงศ์รัคนพิบูลย์]
วิทยากรฝึกอบรม-สัมมนา โดยใช้กระบวนการ Training and Group Coaching ในการดำเนินการสอน
--------------------------------------------------------------------------