“เวลา ที่เรายังมีงานทำอยู่ น้อยคนที่จะมองเห็นงานที่ตนเองกำลังทำ หากเราไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับงานที่ทำมากพอ เราจะขาดสัมพันธ์ที่ควรจะต้องมีกับงาน ปัญหาต่างๆมากมายจึงเกิดตามมาหลังจากนั้น”


เป็น เรื่องที่น่าแปลกใจว่า “เราทำงานเพื่อเงิน หรือเราทำงานเพื่องานที่เรารักที่เราชอบ” ในทางอุดมคติแล้ว ทุกท่านก็คงอยากจะทำงานที่ตนเองรักและได้เงินดี แต่ในความเป็นจริงผมเชื่อว่าทุกท่านทราบดี มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ส่วนใหญ่แล้ว ต้องบอกว่าส่วนใหญ่ครับ งานที่ตนเองรักมักจะเงินไม่ค่อยดี งานที่เงินดีมักจะเป็นงานที่ตนเองไม่ค่อยจะรัก โลกของความเป็นจริงมันมักจะเดินสวนทางกับสิ่งที่เราต้องการเสมอ

สำหรับคนส่วนใหญ่นั้น “เวลาที่เรายังไม่มีงานทำ..เราจะเลือกงานมาก่อนและเงินตามมาทีหลัง เวลาที่เรามีงานทำ..เมื่อทำผ่านไปซักระยะ..เราจะเลือกเงินมาก่อนและงานตามมา ทีหลัง มันเป็นพื้นฐานโดยทั่วไปของความคิดคนเรา” เราๆท่านๆเป็นเช่นนี้กันไหม ยังไม่ต้องรีบตอบครับ ค่อยๆคิด ค่อยๆพิจารณาตนเอง และผมเชื่อว่าเหตุผลร้อยแปดกำลังทยอยตามมาอีกนับไม่ถ้วน ดังนั้น ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ อยู่ตรงที่ความไม่ Matching กับความต้องการของเรา ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัญหาต่างๆจึงเริ่มเกิดขึ้นตามมาได้อย่างง่ายดาย งานนี้ชอบแต่เงินไม่ดี..ก็ไม่ทำ..ถึงทำ..ก็ทำได้ไม่นาน..เพราะเงินไม่ดี งานนี้เงินดีแต่ไม่ชอบงาน..ก็ไม่ทำ..ถึงทำก็ทำได้ไม่นาน..เพราะไม่ชอบงาน ปัจจัยอื่นก็มีผลนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหัวหน้างาน ลูกน้อง องค์กร ลูกค้า ส่วนตัว ฯลฯ แต่เหล่านี้ก็เป็นปัจจัยที่ต้องพบเจอกันอยู่แล้ว และผมยังมองว่ามันเป็นปัจจัยรองมากๆเมื่อเทียบกับปัจจัยหลักที่เป็นเรื่อง ของ “เนื้องานและก้อนเงิน” ซึ่งเราๆท่านๆก็คงจะหลีกหนีข้อเท็จจริงนี้ไปไม่พ้น

เช่นนั้นแล้ว ก่อนที่เราจะเลือกงานซักงานหนึ่ง ผมอยากจะให้พิจารณาไตร่ตรองในระยะยาวให้ดีก่อนว่า เราต้องการงานนั้นๆที่ฝั่งไหน ฝั่งของเนื้องานที่เราชอบจริงๆ หรือฝั่งของตัวเงินที่เราต้องการ (หากว่าได้ทั้งสองฝั่งอย่างที่วาดฝันไว้ ก็ถือเป็นเรื่องที่โชคดีอย่างมาก)

หากเราเลือกฝั่งของตัวเงิน เมื่อวันหนึ่งวันใดที่เราไม่ได้เงินตามที่ต้องการ เช่น เงินไม่เพิ่มขึ้นอย่างที่วาดหวังไว้ เงินลดลงด้วยเหตุปัจจัยอื่นๆ ..เราจะยังทำงานนั้นๆอยู่ต่อไปรึไม่ รึว่าจะเปลี่ยนงานไปทำอย่างอื่นที่ได้เงินดีกว่า ในระยะยาวเราจะยังสานต่องานนั้นๆไหม การพัฒนาในเนื้องานของเรายังจะมีต่อไปรึไม่ นี่คือสิ่งที่ท่านต้องตอบตนเองให้ได้ก่อน

 

 

หาก เราเลือกฝั่งของเนื้องาน เมื่อวันหนึ่งวันใดที่เกิดปัจจัยต่างๆมากระทบ ..เราจะยังเลือกทำงานนั้นๆอยู่ต่อไปรึไม่ รึว่าเราจะเปลี่ยนไปทำงานอื่น แต่ก็ยังเป็นเนื้องานแบบเดิมที่เคยทำ อีกทั้งในระยะยาวงานนั้นจะพัฒนาเราไปได้ไกลอย่างที่เราต้องการไหม นี่คือสิ่งที่ท่านต้องตอบตนเองให้ได้อีกเช่นกัน

เมื่อสมัยก่อน ผมเคยเลือกตัวเงินเป็นหลักและตัวงานเป็นรอง มาถึงวันนี้ ผมเลือกเนื้องานเป็นหลักและตัวเงินเป็นรอง ไม่ต้องกลัวว่าหากเราเลือกทำงานที่ได้เงินน้อยแล้ว เราก็จะมีฐานะทางการเงินไม่ดี ผมขอยืนยันเลยครับ เมื่อเราๆท่านๆได้ทำงานที่ตนเองรักและชอบ เราจะทำงานนั้นได้ดีอย่างมาก เราจะทำงานนั้นได้อย่างอดทนต่อวิกฤตมากมายที่มีเกิดขึ้นอยู่ตลอด เราจะมีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆและมีทัศนคติที่ดี รวมไปถึงวิสัยทัศน์ในระยะยาวต่อเนื้องานที่ทำ เราจะทำงานโดยไม่อ่อนไหวไปกับสถานการณ์รอบๆตัวเรา แล้วตัวเงินมันจะตามมาเอง และจะมากขึ้นเรื่อยๆโดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว

ถึงตอนนี้แล้ว ลองถามตนเองดูสิครับว่า ชีวิตการทำงานของเราตอนนี้มันอ่อนไหวไปตามอะไร ไปตามตัวเงิน หรือไปตามเนื้องาน

เมื่อเรามองตามตัวเงิน เราจะอ่อนไหวขาดแรงพลักดันกับการทำงานในระยะยาว หากมีตัวเงินเป็นที่ตั้ง เนื้องานจะเป็นรองไปโดยปริยาย
เมื่อเรามองตามเนื้องาน เราจะมีแรงผลักดันจากภายในให้กับการทำงานในระยะยาว หากมีเนื้องานเป็นที่ตั้ง ตัวเงินจะเป็นรองไปโดยปริยาย


ในระยะยาว
เงินมิอาจที่จะสร้างงานได้อย่างต่อเนื่อง
แต่งานจะเป็นตัวที่จะสร้างเงินได้อย่างต่อเนื่องและมากขึ้นได้อย่างยั่งยืน


ในตอนหน้าผมจะชวนคุณร่วมเดินทางกันต่อไปกับเรื่องของ “ขีดจำกัดและความสามารถของคนเรา” ทุก คนมีขีดความสามารถที่ไม่เท่ากัน มีศักยภาพที่ไม่เท่ากัน มีความคิดที่ต่างกัน มีแรงผลักดันที่ต่างแหล่งที่มา แล้วเราจะรู้ได้เช่นไรว่าเรามีขีดความสามารถแค่ไหน เราจะก้าวข้ามผ่านขีดความสามารถเดิมที่มีได้อย่างไร ดังนั้น เรามาพบกันต่อในตอนที่ 18 ครับ

 

ที่มา www.entraining.net 

Comment

Comment:

Tweet